วัดใหม่ปิ่นเกลียว


วัดใหม่ปิ่นเกลียว

 

     วัดใหม่ปิ่นเกลียว  ตั้งอยู่เลขที่ ๖๘ หมู่  ๓  ตำบลนครปฐม  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม  ห่างจากตัวจังหวัดนครปฐมไปทางทิศตะวันตก  ไปตามถนนมาลัยแมนข้ามทางรถไฟ  วัดอยู่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยมีเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี  ( ขำ  บุนนาค )   เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๖  ในสมัยที่ท่านเป็นนายช่างใหญ่ควบคุมดำเนินการก่อสร้างองค์พระปฐมเจดีย์องค์ใหญ่ ท่านเจ้าพระยาเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี    ได้สร้างวัดขึ้นในเนื้อที่ดินของท่านแล้วมอบให้เป็นสมบัติของคุณหญิงหนู   ซึ่งเป็นภริยาของท่านดูแล  คุณหญิงหนูดูแลเรื่อยมาจนสิ้นบุญ  เมื่อคุณหญิงหนูสิ้นบุญแล้ว  ก็มีหม่อมเจ้าหญิงจงกลนีเป็นผู้ดูแลวัดนี้เรื่อยมา จนท่าน    สิ้นบุญ  เมื่อหม่อมเจ้าหญิงจงกลณีสิ้นบุญแล้วก็ขาดการติดต่อกันจากนั้นเป็นต้นมา   และวัดนี้ก็ตกอยู่ในการดูแลของชาวบ้านในละแวกนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

วัดใหม่ปิ่นเกลียว มีเนื้อที่ทั้งหมด  ๙๔  ไร่  แบ่งเป็นที่ตั้งวัด  ๔๕  ไร่ ๒ งาน  ได้อนุญาตให้ทางราชการใช้ส่วนหนึ่งเป็นสถานศึกษา คือ กรมการฝึกหัดครู (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม)  จำนวน ๔๘ ไร่ ๒ งาน  ตั้งอยู่ในที่ธรณีสงฆ์  และให้กรมสามัญศึกษาสร้างโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยม  จำนวน ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๘๙  ตารางวา ตั้งอยู่ในที่วัด

อาณาเขต  วัดใหม่ปิ่นเกลียว  มีเนื้อที่  ๙๔  ไร่   ตามหนังสือโฉนดที่ดินเลขที่  ๑๔๕  มีอาณาเขตดังนี้  คือ

     ทิศเหนือ          จรดที่มีการครอบครอง  ( คลองเจดีย์บูชา )

     ทิศใต้             จรดที่มีการครอบครองเลขที่  ๘

     ทิศตะวันออก     จรดที่มีการครอบครองเลขที่  ๔๔

     ทิศตะวันตก      จรดถนนนครปฐม – สุพรรณบุรี ( มาลัยแมน )

อาคารเสนาสนะต่างๆของวัดใหม่ปิ่นเกลียว  ประกอบด้วย

 

  1. อุโบสถ (หลังเก่า) กว้าง ๑๓.๖๐ เมตร ยาว ๒๑.๖๐ เมตร  สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.  ๒๔๐๐
  2. อุโบสถ (หลังใหม่)   กว้าง  ๑๖.๓๐  เมตร   ยาว  ๓๓  เมตร   สร้างเมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๓๔
  3. ศาลาการเปรียญ  กว้าง  ๒๐  เมตร  ยาว  ๒๒  เมตร  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒  และต่อเติมขึ้นมาใหม่  

รวมทั้งหลังเก่าและหลังใหม่  กว้าง  ๓๗  เมตร  ยาว  ๓๘  เมตร

      4.ฌาปนสถาน (เมรุและศาลาบำเพ็ญกุศลประจำเมรุ  และสุสาน)  กว้าง ๑๕.๖๐ เมตร  ยาว ๓๓.๒๐  เมตร

 

ปูชนียวัตถุของวัด

๑. พระประธานประจำอุโบสถหลังใหม่  เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่  ปางมารวิชัยเป็นพระพุทธชินราชจำลอง  สร้าด้วยโลหะหล่อ  มีขนาดสูง  ๘  ศอก  หน้าตักกว้าง  ๕  ศอก     ๙ นิ้ว  สร้างเมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๓๕

๒. พระพุทธนิมิตมงคล

“หลวงพ่อนิมิตมงคล หรือ พระพุทธนิมิตมงคล” เป็นพระปูนปั้นปางสุโขทัย สร้างด้วยปูนปั้นขนาดหน้าตัก ๔๙ นิ้ว   สำหรับประวัติของหลวงพ่อนิมิตมงคล นั้นเล่ากันว่าพระครูปราการลักษาภิบาล หรือหลวงพ่อสมพงษ์  เจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว  ได้อัญเชิญเศียรพระซึ่งถูกทิ้งร้างไว้มาจากอำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท  ในระหว่างที่นำกลับมาน้ำหลวงพ่อนิมิตมงคลได้แสดงปาฎิหาริย์ให้รถที่น้ำมันเครื่องแห้งวิ่งจากจังหวัดชัยนาทมาถึงจังหวัดนครปฐมได้  เมื่อมาถึงวัดใหม่ปิ่นเกลียวได้มานิมิตบอกหลวงพ่อสมพงษ์ว่าให้ปั้นองค์พระไว้บริเวณที่ตั้งในปัจจุบันแล้วท่านจะอยู่ช่วยดูแลวัด  นำความเจริญมาสู่วัดใหม่ปิ่นเกลียว หลวงพ่อสมพงษ์จึงให้ช่างปั้นองค์พระขึ้นและสร้างเป็นศาลาทรงไทยครอบไว้  สำหรับเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนตำบลนครปฐมและผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใส

 

๓. รูปหล่อเหมือนหลวงปู่พูน  เกสโร  อดีตเจ้าอาวาส  หล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๒๕ นิ้ว      

สร้างไว้   เมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๑๑

หลวงพ่อพูน  เกสโร  มีชื่อสกุลเดิมว่า ด้วงเดช  เป็นชาวบ้านปิ่นเกลียว  (ปัจจุบันคือตำบลนครปฐม)  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม บิดาชื่อ  นายเดช  มารดาชื่อ  นางเปี่ยม  มีอาชีพทำไร่ทำนา  เกิดเมื่อวันที่  ๒  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๑๑  ตรงกับวันจันทร์  แรม  ๓  ค่ำ เดือน  ๑๒  ปีมะโรง  สัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๒๓๐  ซึ่งเป็นปีที่เสด็จขึ้นครองราชของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ท่านได้ทำการบรรพชาอุปสมบท          ณ  พัทธสีมา วัดใหม่ปิ่นเกลียว  เมื่อวันที่  ๑๐  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๕๙ 

พระครูธรรมสุนทร(หลวงพ่อจันทร์)  วัดบ้านยาง  เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอธิการเขียว  วัดใหม่ปิ่นเกลียว  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 

พระครูอุตรการบดี  (หลวงพ่อสุข)  วัดห้วยจระเข้  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่ปิ่นเกลียว 

พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้ย้ายไปอยู่วัดปลักไม้ลาย  ได้ช่วยดำเนินการก่อสร้างวัดปลักไม้ลาย  จนเป็นผลสำเร็จ 

พ.ศ. ๒๔๘๕  ย้ายไปจำพรรษาที่วัดลำลูกบัว 

พ.ศ. ๒๔๘๖  ย้ายไปจำพรรษา  ณ  วัดวังตะกู 

หลวงพ่อพูน  เกสโร ได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม      พ.ศ. ๒๔๘๘  ขณะนั้นท่านมีอายุ  ๗๗  ปี

ท่านได้ศึกษาวิชา การสร้างวัตถุมงคลจากดินขุยปูจากท่านอาจารย์จันทร์  วัดบ้านยาง และศึกษาตำราการทำพระปิดตาจากหลวงปู่นาค วัดห้วยจรเข้ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ตอนที่ท่านอุปสมบทอีกด้วย มูลเหตุจากการจัดสร้างพระสังกัจจายน์ของท่านมากจากชาวบ้านที่เคารพนับถือท่าน ได้มาขอให้ท่านจัดสร้างพระเครื่องเพื่อบูชาใช้ติดตัว โดยให้แนวทางว่า"ต้องการพระที่มีไว้แล้วบังเกิดศิริมงคล หญิงเห็นหญิงรัก  ชายเห็นชายชมทำให้ค้าขายดี มีโชคลาภลอยมาแบบไม่คอดฝัน ถูกหวยรวยเบอร์ร่ำรวยแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก แต่ไม่ใช่แบบว่านั่งรอนอนรอให้เงินมาหา "ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนญาติโยมที่มาทำนุบำรุงศาสนาหลวงพ่อพูนจึงได้จัดสร้างพระสังกัจจายน์ขึ้นในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๐ โดยสร้างขึ้นหลายเนื้อเช่น เนื้อดินขุยปู เนื้อผงพุทธคุณ เนื้อผงใบลาน เนื้อดิน ฯ  สำหรับพระสังกัจจายน์ที่ท่านสร้างจะมีลักษณะแบบพระสังกัจจาย์จีนองค์พระอ้วนกลมใบหน้ายิ้มละมัยน่ารักประทับอยู่บนอาสนะเตี้ยๆ ด้านหลังมีทั้งแบบเรียบและแบบประทับยันต์เฑาะว์ มีขนาดตั้งแต่ปลายนิ้วก้อยจนถึงนิ้วหัวแม่มือ        การตัดปีกและกรอบพิมพ์ไม่แน่นอน พุทธคุณนั้นเชื่อขนมกินได้สบายๆ ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของชาวบ้านที่เรียกร้องให้ท่านจัดสร้างทุกประการ ไม่อย่างนั้นท่านคงจะไม่สร้างให้เสียชื่อท่านและเป็นพระเกจิที่คนทั่วไปนับถือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อพูน  ​​เกสโร ซึ่ง​เป็น​พระ​เกจิอาจารย์ยุคเดียว​กับ ​หลวงพ่อแช่ม​​ วัดตาก้อง​ ขนาดหลวงพ่อเงิน          วัดดอนยายหอม ยังให้ความเคารพนับถือท่านเลยครับ และท่านยังเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไสว  วัดปรีดารามอีกด้วย หลวงพ่อพูน​​ท่านเป็น​อดีต  เกจิอาจารย์ขมังเวทย์ที่หนังเหนียวคงกระพันชาตรียิ่งนัก​​ขนาด​ใช้​ฝ่ามือผ่า​ไม้รวก​ได้​

หลวงพ่อพูน  ​​เกสโร มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่  ๒๙  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๑๑  อายุได้  ๙๙  ปี  ๖  เดือน  ๒๘  วัน  พรรษาที่  ๕๑

 

๔. หลวงพ่อมงคลนิมิต

“หลวงพ่อมงคลนิมิต”  เป็นพระปูนปั้นสร้างขึ้นในสมัยของหลวงปู่พูน  เกสโร   โดยลูกศิษย์ของหลวงปู่พูนได้ปั้นขึ้นประดิษฐานไว้ใต้ต้นโพธิ์   ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณโดยรอบวัดใหม่ปิ่นเกลียว  มีการตัดถนนและล้างป่าช้าเก่า  ทั้งต้นโพธิ์ก็ตายลง  ชาวบ้านจึงร่วมมือร่วมใจกันสร้างเป็นศาลาครอบไว้ 

 

  1. พระครูปราการลักษาภิบาล  (หลวงพ่อสมพงษ์)

พระครูปราการลักษาภิบาล  (หลวงพ่อสมพงษ์)  เกิดวันเสาร์ที่  ๒๑  พฤศจิกายน  ๒๔๗๙  ณ  บ้านเลขที่  ๗๙  หมู่ ๒  ตำบลหันคา  อำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท  สัญชาติไทย  เชื้อชาติไทย  นามบิดา  นายบัว   พวงสุข  สัญชาติไทย  เชื้อชาติไทย  ศาสนาพุทธ  อาชีพทำนา  นามมารดา  นางกลุ่ม   พวงสุข  สัญชาติไทย  เชื้อชาติไทย  ศาสนาพุทธ  อาชีพทำนา

บรรพชาอุปสมบท

          อุปสมบทที่ วัดท่ากฤษณา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท   เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.  ๒๔๙๙

          พระอุปัชฌาย์  พระครูสรชัยวิชิต (ร้อย) วัดท่ากฤษณา  อำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท

          พระกรรมวาจาจารย์  พระอธิการสำราญ (พระครูอุดมสารกิจ) วัดปากน้ำ อำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี

          พระอนุสาวนาจารย์  พระปลัดประไพ   วัดท่ากฤษณา  อำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท

การศึกษา

การศึกษาสามัญสำเร็จชั้นสูงสุด   ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๔   พ.ศ. ๒๔๙๔   จากโรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาราม  ตำบลดอนกะพี้   อำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท

วุฒิปริญญา  ศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สถาบันราชภัฏนครปฐม  จังหวัดนครปฐม 

การศึกษาพระปริยัติธรรม

          พ.ศ.  ๒๕๐๒     สอบได้นักธรรมชั้นเอก  สำนักเรียนวัดพระงาม

          พ.ศ.  ๒๕๐๗     สอบได้เปรียญธรรม  ๓  ประโยค  สำนักเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ฯ

ตำแหน่งหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

          พ.ศ.  ๒๕๑๐     ดำรงตำแหน่ง  เจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว

          พ.ศ.  ๒๕๑๔     ดำรงตำแหน่ง  เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม

          พ.ศ.  ๒๕๕๒     ดำรงตำแหน่ง  รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

          พ.ศ.  ๒๕๕๗     ดำรงตำแหน่ง  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

สมณศักดิ์

          พ.ศ.  ๒๕๑๔     ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอชั้นโทที่

พระครูปราการลักษาภิบาล

          พ.ศ.  ๒๕๒๘     ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

พระราชทินนามเดิม

          พ.ศ.  ๒๕๓๖    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ

พระราชทินนามเดิม

หน้าที่การงาน

ด้านการปกครอง

          พ.ศ.  ๒๕๑๐    ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว

                             ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์

          พ.ศ.  ๒๕๑๒    ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐม

          พ.ศ.  ๒๕๑๓    ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.  ๒๕๑๔    ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐม

พ.ศ.  ๒๕๕๒    ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

พ.ศ.  ๒๕๕๗    ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

ด้านการเผยแผ่

          ด้านการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์   พระครูปราการลักษาภิบาลได้ถือเอาเป็นภาระสำคัญอบรมศีลธรรมจริยธรรมแก่ประชาชนมาโดยตลอด  จนเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตในปี พ.ศ. ๒๕๐๙  และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตประจำอำเภอกำแพงแสนในปี พ.ศ. ๒๕๑๔    นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมจริยธรรมตามสถานศึกษา    อบรมลูกเสือระดับผู้บริหารสถานศึกษาจัดอบรมธรรมถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการ    พระนวกะ  จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเนื่องในโอกาสวันสำคัญของชาติ   ศาสนา   พระมหากษัตริย์   เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีศีลธรรม   และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม

ด้านการศึกษาสงเคราะห์

          พระครูปราการลักษาภิบาล ได้เล็งเห็นความสำคัญ ได้จัดทุนมูลนิธิเพื่อส่งเสริมการศึกษา แก่พระภิกษุสามเณร ให้ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ทั้งปริยัติธรรมและบาลี  นอกจากนี้ยังจัดทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนดีแต่ยากจนตามความสถานศึกษาต่าง ๆ เป็นประจำทุกปีและให้การอุปถัมภ์แก่สถานศึกษาด้วยการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาให้แก่สถานศึกษาต่าง ๆ และเป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาโรงเรียนบ้านนาสร้าง   มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม

          ด้านการสงเคราะห์

          พระครูปราการลักษาภิบาล ได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมจัดหาข้าวสารอาหารแห้ง  เครื่องนุ่งห่ม       ไปให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย  วาตภัย   ให้การสงเคราะห์แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อน  

 

ด้านการพัฒนา  

พระครูปราการลักษาภิบาล เมื่อได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วก็ได้ทำการพัฒนาวัดให้เจริญยิ่งขึ้นโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน ฯ

 

  1. ชูชก

“พ่อปู่ชูชก”  เป็นรูปปั้นชูชก  ซึ่งพระครูปราการลักษาภิบาลนำมาจากอำเภอหันคา  จังหวัดชัยนาท  โดยก่อนนำมาหลวงพ่อได้ฝันไปว่าพ่อปู่ชูชกบอกให้นำไปอยู่ด้วยแล้วจะช่วยเรียกทรัพย์มาพัฒนาวัด  หลวงพ่อจึงอัญเชิญพ่อปู่ชูชกมาไว้ยังวัดใหม่ปิ่นเกลียว  และมีประชาชนมาบนแล้วได้ตามที่ประสงค์  ทำให้เกิดความเคารพเลื่อมใสและ    เลื่องลือกันไป  หลวงพ่อจึงสร้างเป็นวัตถุมงคลขึ้นให้ประชาชนได้เช่าไปสักการะ

ชูชกนั้นบางคนเห็นว่าเป็นคนน่ารังเกียจ  เป็นขอทาน  แต่ในความเป็นจริงแล้วจะเห็นได้ว่าชูชกนั้นเป็นคนที่มีความเพียรพยายาม  และมักประสบผลสำเร็จในทุกเรื่องที่ต้องการ  ทั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงทำนายไว้ว่าชูชกนั้นจะได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป  ดังนั้นการนับถือชูชกจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดทำนองครองธรรม

รายนามอดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว

๑.   หลวงปู่นาค  ไม่ปรากฏ วัน  เดือน  ปี พ.ศ.  ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๒.   หลวงปู่หุ่น  ไม่ปรากฏ วัน  เดือน  ปี พ.ศ.  ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๓.   หลวงปู่เขียว  ไม่ปรากฏ วัน  เดือน  ปี พ.ศ.  ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๔.   หลวงปู่แคล้ว ไม่ปรากฏ วัน  เดือน  ปี พ.ศ.  ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๕.   หลวงปู่ไพร ไม่ปรากฏ วัน  เดือน  ปี พ.ศ.  ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๖.   หลวงปู่แม้น  ได้รับแต่งตั้งเมื่อประมาณ  พ.ศ. ๒๔๙๒   เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้  แล้วก็ได้รับรวบรวมจัดทำโฉนดที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิการปกครองโดยถูกต้องตามกฏหมายและได้จัดสร้างเสนาสนะภายในวัด

๗.   หลวงปู่แมว  ไม่ปรากฏ วัน เดือน  ปี  พ.ศ. ที่เป็นเจ้าอาวาส  “ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน”

๘.  หลวงปู่พูน  เกสโร   ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส   เมื่อวันที่  ๑๐  มีนาคม  พ.ศ.๒๔๘๘ - พ.ศ.๒๕๐๙

 

03/05/2018

4254

ดูครั้ง

เทศบาลเมืองนครปฐม 
117 หมู่ที่ 2  ตำบลนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
เวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.
โทรศัพท์ : 034 267 751, 034 - 300974 - 5
เว็บไซต์ : www.npt.go.th